top of page
  • Writer's pictureBomOlarn

รีวิว 5 ข้อดีของ Clubhouse เข้าทำไม ได้อะไร ทำไมฮิต ?

“ Review Clubhouse … เข้าทำไม ได้อะไร ทำไมฮิต ? ”

#Clubhouse #SocialMediaสุดฮอต #ที่อาจทำให้PodCastต้องซบเชา

เขียนโดย : Olarn Weranond


เมื่อวานเป็นวันแรก ที่ผมเข้าไปเล่น #Clubhouse โดยได้รับ Inviatation จากพี่กิ๊บ และพี่ตั้ม ถือโอกาส ระหว่างการขับรถไปเชียงราย เลยเริ่มฟัง Clubshouse ในหลากหลายห้องเริ่มตอน 3 ทุ่ม กะว่าจะฟังสัก 1 ชม. เอาเข้าจจริง ฟังแบบ Marathon นับสิบๆ ห้อง จนสว่างคาตา 6 โมงเช้ามาสองวันต่อเนื่องกัน เป็นการฟังที่ยาวนานต่อเนื่องมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต โดยจะมารีวิว คลับเฮาส์ ให้ฟังสั้นๆ ชัดๆ นะครับ


Q1: Clubhouse คืออะไร?

A1: หากเอานิยามง่ายๆ ตามทีมผู้ก่อตั้งคือ

“Clubhouse: Drop-in audio chat by invite only”

อธิบายง่ายๆ มันก็คือ “แพลตฟอร์มการสนทนา พูดคุยในเรื่องต่างๆ ที่คุณจะเข้าร่วมคลับได้ ผ่านการรับเชิญเท่านั้น”

โดย Clubhouse ต่างกับโซเซียลมีเดียอื่นๆ ตรงการ Focus ไปที่การเป็น Audio-based, social media app.


Q2: Clubhouse ดีอย่างไร ทำไมถึงดัง?

A2: สำหรับคำตอบนี้ ต้องบอกว่าประกอบด้วยหลายปัจจัย แต่ในมุมมองผม อยากให้สังเกตุ 5 ปัจจัยหลักที่น่าสนใจคือ

Unlock - Exclusive - Network Effect - Make it simple - Have your own choice

5 ข้อดีของ Clubhouse ปัจจัยที่ทำให้คนมากมาย "ติดหนึบ"

ช้อ 1: “ Unlock : คลังความรู้ที่คนมากมาย ไม่เคยสามารถเข้าถึง ”

-จะมีโอกาสสักกี่ครั้งที่คุยจะมีโอกาสนั่งคุย แลกเปลี่ยน หรือร่วมฟังสุดยอด Speaker, นักธุรกิจชั้นนำ, ผู้นำทางความคิด, KOL จากทุกแวดวงทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก แบบสดๆ ร่วมเวทีเดียวกัน แต่ใน Clubhouse เราสามารถร่วมเวทีเดียวกับ คนเหล่านี้ได้ไม่ว่าจะเป็น Elon Musk, Mark Zuckerberg, Tony Fernandez, 21 Savage, Jack Dorsey (Twitter), กรณ์ จาติกวณิช, วรวุฒิ อุ่นใจ ฯลฯ ซึ่งมันเปรียบเหมือนเราสามารถเข้าร่วมงานเสวนาชั้นดี ที่ปกติเราต้องจ่ายเงินจำนวนมากในการเข้าร่วม หรือต่อให้มีเงินก็ยังหาฟังได้ยาก แต่ที่ #Clubhouse มีห้องเช่นนี้จำนวนมาก จากทุกมุมโลกให้เราเข้า Join ได้อย่างเสรี มันเหมือนมหาสมุทรแห่งการแลกเปลี่ยนและคลังความรู้ชั้นเยี่ยมที่ไม่ควรพลาด

ช้อ 2: “ Exclusive : เพิ่มมูลค่าให้สินค้า จะเข้าได้ ต้องได้รับ Invitation Only ”

-อันนี้หากมองเชิงการตลาดมันมีความน่าสนใจมากๆ คือ การจะเข้า Clubhouse ได้นั้น แค่ Download App มาก็ยังไม่สามารถเข้าได้ แต่จำเป็นต้องได้รับ #คำเชิญ (Invitation) จากคนที่เข้าร่วม Clubhouse มาก่อนแล้ว ทั้งยังลำบากเข้าไปอีก ด้วยแต่ละคนที่เข้าร่วม Clubhouse สามารถเชิญคนได้เพียง 1 คนเท่านั้น ยกเว้นคนที่เชิญได้รับคนเชิญจากคนอื่นแล้ว จึงเชิญคนอื่นได้


เท่านั้นยังไม่พอปัจจุบัน Clubhouse ยังเปิดให้เฉพาะคนที่ใช้ iOS (iPhone, iPad) เท่านั้นเข้าร่วมได้ ยังไม่สามารถเปิดให้ Android เข้า ก็ยิ่งทำให้คนที่ได้เข้าร่วมยิ่งมีความรู้สึก Exclusive และอยากใช้เวลาให้คุ้มค่าสมกับที่เข้ามาได้


-ในขณะเดียวกัน หากมองในมุมของ Technology การที่ Limited จำนวนคนเข้าในตอนเริ่ม กลับเป็นข้อดี ในการที่เราสามารถ Control การขยายไม่ให้รวดเร็วเกินไป และยังสามารถปรับปรุง Festures ต่างๆ ให้มีความเสถียร และระบบไม่ให้ล่มและผิดพลาดจากการขยายเร็วเกินไปได้ระดับหนึ่ง


ข้อ3: “ Network Effect : คนดัง ดึงคนเด่น เก่ง ดัง Social Media อันดับ 4 ของโลกในเวลานี้ ”

-ด้วยการที่ Clubhouse เปิดโอกาสให้แต่ละคน สามารถเชิญคนเข้าร่วมได้เพียงแค่ 1 คน เท่านั้น ดังนั้นทุกคน จะพยายามเชิญคนที่ตนเองรู้สึกว่า เค้าน่าจะสนใจ ได้ประโยชน์ และสามารถ Contribute ร่วมกับผู้อื่นได้ ก็ยิ่งทำให้สังคมนี้ กลายเป็นสังคมที่มีแต่คนน่าสนใจ และพร้อมมีส่วนร่วมจากหลากหลายวงการ ทำให้เกิดภาพการเติบโตอย่างก้าวกระโดด คือ Clubhouse เริ่มต้นก่อตั้งในวันที่ 15 มีนาคม 2020 หรือเพียง 11 เดือนที่ผ่านมา โดย 2 หนุ่มจากรั้ว Stanford คือ Paul Davison และ Rohan Seth และเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากมีคนใช้เริ่มต้นเพียง 1,500 คน ในเดือนพฤษภาคม 2020 กลายเป็นกว่า 6 ล้านคน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 หรือใช้เวลาเพียง 9 เดือนเท่านั้น จนกระทั่งเป็น Social Media ที่เติบโตเร็วเป็นอันดับ 4 ในเวลานี้ตามหลังเพียง Facebook, Line, Massenger โดย Clubhouse เติบโตอย่างร้อนแรงแซง Tiktok และ Discord และกลายเป็น Tech Unicorn (บริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ตัวล่าสุดไปเรียบร้อย


ข้อ4: “ Make it simple : เพราะใช้เพียงเสียงสื่อสาร จึงเรียบง่าย สบายใจ ”

มุมนี้เป็นการคิดมุมกลับที่น่าสนใจมากๆ ในขณะที่ Social Media อื่นๆ พยายามสร้างความล้ำและสมบูรณ์ ให้คนสามารถรับรู้ประสบการณ์ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ความคมชัด ฯลฯ มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ Clubhouse เลือกที่จะเป็นเพียง Drop-in audio chat platform คือ ใช้แค่เสียงเท่านั้น มันทำให้เราลดความวุ่นวายของการ แต่งตัว แต่งหน้า ลดความกังวลเรื่องรูปร่างหน้าตา สถานที่ อุปกรณ์ต่างๆ ฯลฯ เหลือเพียงสิ่งเดียวคือ “Content” ที่เราอยากแบ่งปันแลกเปลี่ยนผ่าน “คำพูด / เสียง” อย่างไ่ม่เป็นทางการ ทั้งระบบยังไม่อนุญาติให้บันทึกเสียง จึงทำให้เกิดความสบายใจ และทุกคนเข้าร่วมได้โดยพื้นฐานที่ “ใกล้เคียงกัน”


ข้อ5: “ Have your own choice : จะพูด จะฟัง จะสร้างห้อง เราเลือกระดับ การมีส่วนร่วมของเราได้ ”

Clubhouse เป็นพื้นที่ ที่เราสามารรถออกแบบการสนทนาได้หลากหลาย เราสามารถสร้างพื้นที่ ที่ไม่ต้องคาดหวังว่าใครต้องเป็น Lead / ใครต้องเป็นคนตาม ทุกอย่างล้วนผลัด สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันได้อารมณ์เหมือนเพื่อนนั่งล้อมลงคุยกัน ใครใคร่พูดก็พูด ใครใคร่ฟังก็ฟัง หรือแม้กระทั่งใส่ความสร้างสรรค์รูปแบบอื่นๆ ได้เต็มที่ ในรูปแบบการรใช้เสียงสนทนาพูดคุยกัน ผมชอบคำพูดของน้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ที่มา Join Clubhouse ในห้องหนึ่งที่ผมเข้าไปนั่งฟังด้วยตอนเวลาตีสามกว่าๆ ว่า


“ ผมรู้สึกเป็นตัวเองจริงๆ ครั้งแรก ใน Social Network ก็ตอนเล่น Platform นี้ คือ เราไม่จำเป็นต้องตลก ต้องหยาบคาย หรือต้องแสดงให้ดู Real แต่เราสามารถเป็นตัวของเราเอง ” เราเลือกที่จะพูดก็ได้ เลือกที่จะนั่งฟังก็ได้ เลือกที่จะสร้างเวทีของตัวเอง หรือร่วมกับเพื่อนๆ ก็ทำได้ เรียกได้ว่าสามารถกำหนดทิศทาง และระดับของความอยากมีส่วนร่วมได้ด้วยตัวเราเอง


Q3: จะได้ไปอีกนานมั๊ย? และเข้าร่วมได้อย่างไร?

A3: ด้วยจุดเด่น 5 ข้อด้านบน ประกอบกับทีม Founder และการเงินสนับสนุนจากนักลงทุนที่แข็งแกร่ง และการเติบโตที่มาเป็นกระแสอย่างรวดเร็วจจนกลายเป็น Social Media อันดับ 4 ของโลกใน ณ เวลานี้ อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นเพียงเฟสแรก คือ Early Adopter แต่มันจะยิ่ง Go Mass มากขึ้น ยิ่งเหล่า Tech Company ยักษ์ใหญ่ของโลก เริ่มเห็นเป็นคู่แข่ง Clubhouse ย่อมยิ่งต้องพัฒนา ซึ่งเชื่อว่าจะยิ่งเติบโต ส่วนจะเข้าร่วมได้อย่างไร ขั้นตอนนี้คือ ต้องมีคน Invite และมีเครื่ืองมือสื่อสาร ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS หากหาคน Invite ไม่ได้ แนะนำว่าลองเข้า Facebook Group : Clubhouse Thailand มีเพื่อนช่วยกันแบ่งปัน Invite อยู่ครับ

Q4: ข้อเสียของ Clubhouse?

A4: “ระวังติด” กลายเป็น Clubhouse Addict ด้วยเนื้อหาที่หลากหลาย บางห้องคุยกันย่ิงกว่า 7/11 เป็น 24/7 (คุยกันตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์) ทำให้ต้องรู้จักบริหารเวลาให้ดี และดูแลสุขภาพให้เหมาะสมนะครับ

Q5: ไม่มี iPhone ใช้ได้รึเปล่า?

A5: ณ เวลานี้ Clubhouse เปิดให้ใช้เฉพาะระบบปฏิบัติการ iOS บน iPhone / iPad เท่านั้น ส่วนระบบปฏิบัติการอื่นทั้ง Android ฯลฯ ณ เวลานี้ยังไม่เปิดให้ใช้ แต่เชื่อว่าจะมีออกมาในอนาคตอย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้นานเท่าไร อย่างไรก็ตาม Social Media อื่นๆ เช่น Facebook และ Twitter ก็เริ่มตั้งใจพัฒนา Platforms ที่ใช้เสียงคล้ายกับ Clubhouse ขึ้นมาบ้างแล้วเช่นกัน

Q6: เริ่มต้นอย่างไร ติดตามใครดี?

A6: ในตอนเริ่มต้น Clubhouse จะให้เราเลือก Category ที่เราสนใจ และจะแนะนำห้องที่เหมาะสม คนดังๆ หรือคนที่ชอบในเรื่องเดียวกันมาให้ แนะนำให้กด Follow ไว้ จะทำให้เราเห็นหัวข้อในห้องต่างๆ ที่หลากหลาย ทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น

Q7: Clubhouse กระทบใคร มองอย่างไร โอกาสหรืออุปสรรค ?

A7: การมาของ Clubhouse ถือเป็นการขยายกรอบความคิดในเรื่องการสื่อสารในยุค Social Media ในระดับที่เขย่าวงการในหลายด้าน ทั้งการตลาด การสื่อสาร การจัดงาน Podcast ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่า ทุกการเปลี่ยนแปลง ล้วนก่อให้เกิดโอกาสใหม่ๆ และทำให้สิ่งเดิมๆ ที่ปรับตัวไม่ทันอาจได้รับผลกระบทบมากน้อยต่างกันไป ถ้าเราหาโอกาสเข้าไปศึกษาให้เข้าใจ ใส่ความสร้างสรรค์ของเราลงไป และประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบทบาท หน้าที่ และเป้าหมายของเรา Clubhouse อาจเป็นโอกาสใหม่ และใหญ่ที่น่าสนใจมากๆ แนะนำว่าลองเข้าไปดูครับ


ส่วนใครที่อยากมาพูดคุยกันกับเรา หรือเชิญร่วมสนทนาในหัวข้อต่างๆ ยินดีนะครับ

Serch หาชื่อ “ Olarn Weranond ” ในช่อง Search ด้านซ้ายมือและกด Follow ไว้

ได้พบและพูดคุยกันในหลากหลายหัวข้อแน่นอนครับ



รีวิว Clubhouse ไว้ สำหรับผู้สนใจทุกคน

ด้วยความปรารถนาดี

บอม โอฬาร วีระนนท์

- CEO and Co-founder, DURIAN

- CEO and Co-founder, Yak Green (ยักษ์เขียว)

- กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

- นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย


#ประเทศไทยพัฒนาได้ถ้าร่วมใจกัน


ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง

  • https://www.bomolarn.com

  • https://backlinko.com/clubhouse-users#clubhouse-usage-statistics

  • https://thestandard.co/what-is-clubhouse/

  • https://answerth.co/how-to-use-clubhouse-audio-based-social-media/

Comments


bottom of page